
.
|
๑. ดูกรอานนท์ การแสดงธรรมแก่ผู้อื่นไม่ใช่ทำได้ง่าย ภิกษุเมื่อจะแสดงธรรมแก่ผู้อิ่น พึงตั้งธรรม ๕ ประการไว้ภายใน แล้วจึงแสดงธรรมแก่ผู้อื่น ธรรม ๕ ประการเป็นไฉน คือ (๑) ภิกษุพึงตั้งใจว่า เราจักแสดงธรรมไปโดยลำดับ (๒) เราจักแสดงอ้างเหตุผล (๓) เราจักแสดงธรรมอาศัยความเอ็นดู (๔) เราจักไม่เป็นผู้เพ่งอามิสแสดงธรรม (๕) เราจักไม่แสดงให้กระทบตนและผู้อื่น (๓๓/๒๖๖ อุทายิสูตร) |
|
๒. ดูกรภิกษุทั้งหลาย กำลัง ๘ ประการนี้ คือ (๑) ทารกทั้งหลายมีการร้องไห้เป็นกำลัง (๒) มาตุคามทั้งหลายมีความโกรธเป็นกำลัง (๓) โจรทั้งหลายมีอาวุธเป็นกำลัง (๔) พระราชาทั้งหลายมีอิสริยยศเป็นกำลัง (๕) คนพาลทั้งหลายมีการเพ่งโทษผู้อื่นเป็นกำลัง (๖) บัณฑิตทั้งหลายมีการไม่เพ่งโทษเป็นกำลัง (๗) พหุสุตบุคคลทั้งหลายมีการพิจารณาเป็นกำลัง (๘) สมณพราหมณ์ทั้งหลายมีขันติเป็นกำลัง (๓๕/๒๗๔-๒๗๕ พลสูตร) |
|
๓. ดูกรภิกษุทั้งหลาย การค้าขาย ๕ ประการนี้ อันอุบาสกไม่พึงกระทำ ๕ ประการ ๕ ประการเป็นไฉน คือ (๑) การค้าขายศาตรา (๒) การค้าขายมนุษย์ (ค้าทาส) (๓) การค้าขายสัตว์เป็น สำหรับฆ่าเพื่อเป็นอาหาร (๔) การค้าขายน้ำเมา (๕) การค้าขายยาพิษ (๓๓/๓๐๐ วณิชชสูตร) |
|
๔. ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๖ ประการ แม้ฟังสัทธรรมอยู่ก็เป็นผู้ไม่ควรเพื่อก้าวลงสู่ความแน่นอน ความเป็นชอบ ในกุศลธรรมทั้งหลาย ธรรม ๖ ประการเป็นไฉน คือ (๑) เมื่อธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศแล้ว อันบุคคลอื่นแสดงอยู่ ก็ไม่ฟังด้วยดี (๒) ไม่เงี่ยโสตลงฟัง (๓) ไม่เข้าไปตั้งจิตเพื่อรู้ทั่วถึง (๔) ถือเอาแต่สิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ (๕) ทิ้งสิ่งที่เป็นประโยชน์ (๖) และเป็นผู้ประกอบด้วยขันติที่ไม่สมควร (๓๔/๖๔๖-๖๔๗ สุสสูสาสูตร) |
|
๕. ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๖ ประการ แม้ฟังสัทธรรมอยู่ ก็เป็นผู้ไม่ควรเพื่อก้าวลงสู่ความแน่นอน ความเป็นชอบ ในกุศลธรรมทั้งหลาย ธรรม ๖ ประการเป็นไฉน คือ (๑) เป็นผู้ฆ่ามารดา (๒) ฆ่าบิดา (๓) ฆ่าพระอรหันต์ (๔) ยังพระโลหิตของพระตถาคตให้ห้อขึ้นด้วยจิตประทุษร้าย (๕) เป็นผู้ทำลายสงฆ์ให้แตกกัน (๖) และเป็นผู้มีปัญญาทราม ใบ้ บ้าน้ำลาย (๓๔/๖๔๕ อาวรรณตาสูตร) |


| ขออนุโมทนากับเจ้าของภาพ (Thank you, Image owner) |
|
๖. ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๖ ประการ แม้ฟังสัทธรรมอยู่ ก็เป็นผู้ไม่ควรเพื่อก้าวลงสู่ความแน่นอน ความเป็นชอบ ในกุศลธรรมทั้งหลาย ธรรม ๖ ประการเป็นไฉน คือ (๑) เป็นผู้ประกอบด้วยความเป็นผู้มีกรรมเป็นเครื่องกั้น (๒) เป็นผู้ประกอบด้วยความเป็นผู้มีกิเลสเป็นเครื่องกั้น (๓) เป็นผู้ประกอบด้วยความเป็นผู้มีวิบากเป็นเครื่องกั้น (๔) เป็นผู้ไม่มีศรัทธา (๕) เป็นผู้ไม่มีฉันทะ (๖) เป็นผู้มีปัญญาทราม (๓๔/๖๔๔ ภัพพสูตร) |
|
๗. ดูกรมหาบพิตร ของ ๔ อย่างนี้ ไม่ควรดูถูกดูหมิ่นว่าเล็กน้อย ของ ๔ อย่างเป็นไฉน คือ (๑) กษัตริย์ไม่ควรดูถูกดูหมิ่นว่ายังทรงพระเยาว์ (๒) งูไม่ควรดูหมิ่นว่าตัวเล็ก (๓) ไฟไม่ควรดูหมิ่นว่าเล็กน้อย (๔) ภิกษุไม่ควรดูหมิ่นว่ายังหนุุ่ม (๒๓/๑๓๔ ทหรสูตร พระผู้มีพระภาคตรัสกับพระเจ้าปเสนทิโกศล) |
|
๘. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความอิ่มในการเสพสิ่ง ๓ อย่างไม่มี ๓ อย่างเป็นไฉน คือ (๑) ในการเสพความหลับ (๒) ในการดื่มสุราและเมรัย (๓) ในการเสพเมถุนธรรม (๓๑/๔๑๘ อติตตสูตร) |
|
๙. ดูกรจุนทะ การประกอบตนให้ติดเนื่องในความสุข ๔ อย่างเหล่านี้ เป็นของเลว เป็นของชาวบ้าน เป็นของปุถุชน มิใช่ของพระอริยะ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ไม่เป็นไปเพื่อความหน่าย เพื่อความคลายกำหนัด เพื่อความดับ เพื่อความสงบระงับ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อพระนิพพาน ๔ อย่างเป็นไฉน ดูกรจุนทะ คนพาลบางคนในโลกนี้ ฆ่าสัตว์แล้วยังตนให้ถึงความสุข ให้เอิบอิ่มอยู่ ข้อนี้เป็นการประกอบตนให้ติดเนื่องในความสุขข้อที่ ๑ ดูกรจุนทะท คนพาลบางคนในโลกนี้ ถือเอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ได้ให้แล้วยังตนให้ถึงความสุข ให้เอิบอิ่มอยู่ ข้อนี้เป็นการประกอบตนให้ติดเนื่องในความสุขข้อที่ ๒ ดูกรจุนทะ คนพาลบางคนในโลกนี้กล่าวเท็จแล้ว ยังตนให้ถึงความสุข ให้เอิบอิ่มอยู่ ข้อนี้เป็นการประกอบตนให้ติดเนื่องในความสุขข้อที่ ๓ ดูกรจุนทะ คนพาลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้เพียบพร้อมพรั่งพร้อมบำเรออยู่ ด้วยกามคุณทั้ง ๕ ข้อนี้ เป็นการประกอบตนให้ติดเนื่องในความสุขข้อที่ ๔ (๑๖/๑๗๒-๑๗๓ ปาสาทิกสูตร พระผู้มีพระภาคตรัสกับสามเณรจุนทะ) |
|
๑๐. ดูกรภิกษุทั้งหลาย การแสวงหาอัันไม่ประเสริฐ ๔ ประการนี้ ๔ ประการเป็นไฉน คือ (๑) บุคคลบางคนในโลกนี้ ตนเองเป็นผู้มีชราเป็นธรรมดา ย่อมแสวงหาสิ่งที่มีชราเป็นธรรมดานั่นเอง (๒) ตนเองเป็นผู้มีพยาธิเป็นธรรมดา ย่อมแสวงหาสิ่งที่มีพยาธิเป็นธรรมดานั่นเอง (๓) ตนเองเป็นผู้มีมรณะเป็นธรรมดา ย่อมแสวงหาสิ่งที่มีมรณะเป็นธรรมดานั่นเอง (๔) ตนเองเป็นผู้มีความเศร้าหมองเป็นธรรมดา ย่อมแสวงหาสิ่งที่มีความเศร้าหมองเป็นธรรมดานั่นเอง (๓๒/๔๐๒-๔๐๓ อภิญญาวรรค) |

| ขออนุโมทนากับเจ้าของภาพ (Thank you, Image owner) |
|
๑๑. พระธรรมกถึกประกอบด้วยองค์ดังนี้ คือ (๑.) ไม่พึงยกตน (๒.) ไม่ข่มบุคคลเหล่าอื่น (๓.) ไม่พึงกระทบกระทั่งบุคคลเหล่าอื่น (๔.) ไม่กล่าวคุณความดีของตนในที่ชุมนุมชนเพื่อมุ่งลาภผล (๕.) ไม่มีจิตฟุ้งซ่าน กล่าวแต่พอประมาณ มีวัตร ภิกษุผู้เป็นธรรมกถึก พึงเป็นผู้มีปรกติเห็นเนื้อความอันสุขุมละเอียด มีปัญญาเฉลียวฉลาด ประพฤติอ่อนน้อม มีศีลตามเยี่ยงอย่างของพระพุทธเจ้านั้น พึงได้นิพพานไม่ยากเลย (๔๑/๔๓๑ วิสาขปัญจาลีปุตตเถรคาถา) |
|
๑๒. ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ แม้ฟังสัทธรรมอยู่ก็เป็นผู้ไม่ควร เพื่อหยั่งลงสู่นิยาม คือ ความถูกในกุศลธรรม ธรรม ๕ ประการเป็นไฉน คือ (๑) บุคคลย่อมพูดมาก (๒) พูดคำพูดที่ผู้อื่นพูดแล้วมาก (๓) พูดปรารภตน (๔) เป็นผู้มีจิตฟุ้งซ่านฟังธรรม (๕) เป็นผู้มีจิตไม่แน่วแน่มนสิการโดยอุบายไม่แยบคาย (๓๓/๒๕๒ สัทธรรมนิยามสูตร) |
|
๑๓. ดูกรภิกษุทั้งหลาย (๑) พวกภิกษุจักเจริญอนิจจสัญญา อยู่เพียงใด พึงหวังได้ซึ่งความเจริญอย่างเดียว ไม่มีเสื่อมเพียงนั้น (๒) พวกภิกษุจักเจริญอนัตตสัญญา ... (๓) พวกภิกษุจักเจริญอศุภสัญญา ... (๔) พวกภิกษุจักเจริญอาทีนวสัญญา ... (๕) พวกภิกษุจักเจริญปหานสัญญา ... (๖) พวกภิกษุจักเจริญวิราคสัญญา ... (๗) พวกภิกษุจักเจริญนิโรธสัญญา อยู่เพียงใด พึงหวังได้ซึ่งความเจริญอย่างเดียว ไม่มีเสื่อมเพียงนั้น (๑๕/๑๑๙ มหาปรินิพพานสูตร) |
|
๑๔. ดูกรภิกษุทั้งหลาย (๑) พวกภิกษุจักเจริญสติสัมโพชฌงค์ อยู่เพียงใด พึงหวังได้ซึ่งความเจริญอย่างเดียว ไม่มีเสื่อมเพียงนั้น (๒) พวกภิกษุจักเจริญธรรมวิจยสัมโพชฌงค์ ... (๓) พวกภิกษุจักเจริญวิริยสัมโพชฌงค์ ... (๔) พวกภิกษุจักเจริญปีติสัมโพชฌงค์ ... (๕) พวกภิกษุจักเจริญปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ ... (๖) พวกภิกษุจักเจริญสมาธิสัมโพชฌงค์ ... (๗) พวกภิกษุจักเจริญอุเบกขาสัมโพชฌงค์ อยู่เพียงใด พึงหวังได้ซึ่งความเจริญอย่างเดียว ไม่มีเสื่อมเพียงนั้น (๑๕/๑๑๘ มหาปรินิพพานสูตร) |
|
๑๕. ดูกรภิกษุทั้งหลาย (๑) พวกภิกษุจักเป็นผู้มีศรัทธา อยู่เพียงใด พึงหวังได้ซึ่งความเจริญอย่างเดียว ไม่มีเสื่อมเพียงนั้น (๒) พวกภิกษุจักเป็นผู้มีใจประกอบด้วยหิริ ... (๓) พวกภิกษุจักเป็นผู้มีโอตตัปปะ ... (๔) พวกภิกษุจักเป็นพหูสูต (๕) พวกภิกษุจักเป็นผู้ปรารภความเพียร ... (๖) พวกภิกษุจักเป็นผู้มีสติตั้งมั่น ... (๗) พวกภิกษุจักเป็นผู้มีปัญญา อยู่เพียงใด พึงหวังได้ซึ่งความเจริญอย่างเดียว ไม่มีเสื่อมเพียงนั้น (๑๕/๑๑๘ มหาปรินิพพานสูตร) |

| ขออนุโมทนากับเจ้าของภาพ (Thank you, Image owner) |
|
๑๖. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงอปริหานิยธรรม ๖ อีกหมวดหนึ่งแก่พวกเธอ พวกเธอจงฟัง จงใส่ใจให้ดี ภิกษุเหล่านั้น ทูลรับพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคแล้ว พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า (๑) ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกภิกษุจักเข้าไปตั้งกายกรรม ประกอบด้วยเมตตาในเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย ทั้งในที่แจ้งและที่ลับ อยู่เพียงใด พึงหวังได้รับความเจริญอย่างเดียว ไม่มีเสื่อม เพียงนั้น (๒) ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกภิกษุจักเข้าไปตั้งวจีกรรม ประกอบด้วยเมตตาในเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย ทั้งในที่แจ้งและที่ลับ ... (๓) ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกภิกษุจักเข้าไปตั้งมโนกรรมประกอบด้วยเมตตาในเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย ทั้งในที่แจ้งและที่ลับ ... (๔) ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกภิกษุจักเป็นผู้แบ่งปันลาภอันเป็นธรรม ที่ได้มาโดยธรรม โดยที่สุดแม้มาตรว่าอาหารอันนับเนื่องในบาตร คือ เฉลี่ยกันบริโภคกับเพื่อนพรหมจรรย์ผู้มีศึลทั้งหลาย ... (๕) ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกภิกษุจักมีศีลเสมอกันกับเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย ทั้งในที่แจ้งและที่ลับ ในศีลอันไม่ขาด ไม่ทะลุ ไม่ด่าง ไม่พร้อย เป็นไทย อันวิญญูชนสรรเสริญแล้ว อันตัณหาทิฐิไม่ลูบคลำแล้ว เป็นไปเพื่อสมาธิ ... (๖) ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกภิกษุจักเป็นผู้มีทิฐิเสมอกันกับเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย ทั้งในที่แจ้งและที่ลับ ในทิฐิอันประเสริฐนำออกไปจากทุกข์ นำผู้ปฏิบัติตามเพื่อความสิ้นทุกข์โดยชอบ อยู่เพียงใด พึงหวังได้ซึ่งความเจริญอย่างเดียว ไม่มีเสื่อมเพียงนั้น (๑๕/๑๑๙-๑๒๐ มหาปรินิพพานสูตร) |
|
๑๗. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงอปริหานิยธรรม ๗ อีกหมวดหนึ่งแก่พวกเธอ พวกเธอจงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าว ภิกษุเหล่านั้น ทูลรับพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคแล้ว พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า (๑) ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกภิกษุจักไม่เป็นผู้ชอบการงาน ไม่ยินดีแล้วในการงาน ไม่ประกอบตามซึ่งความเป็นผู้ชอบการงาน อยู่เพียงใด พึงหวังได้ซึ่งความเจริญอย่างเดียว ไม่มีเสื่อม เพียงนั้น (๒) ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกภิกษุจักไม่เป็นผู้ชอบการคุย ไม่ยินดีแล้วในการคุย ไม่ประกอบตามซึ่งความเป็นผู้ชอบการคุย... (๓) ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกภิกษุจักไม่เป็นผู้ชอบการนอนหลับ ไม่ยินดีแล้วในการนอนหลับ ไม่ประกอบตามซึ่งความเป็นผู้ชอบการนอนหลับ... (๔) ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกภิกษุจักไม่เป็นผู้ชอบคลุกคลีด้วยหมู่ ไม่ยินดีแล้วในความคลุกคลีด้วยหมู่ ไม่ประกอบตามซึ่งความเป็นผู้ชอบคลุกคลีด้วยหมู่... (๕) ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกภิกษุจักไม่เป็นผู้มีความปรารถนาลามก ไม่ลุอำนาจแก่ความปรารถนาลามก... (๖) ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกภิกษุจักเป็นผู้ไม่มีมิตรชั่ว ไม่มีสหายชั่ว ไม่คบคนชั่ว... (๗) ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกภิกษุจักไม่ถึงความนอนใจในระหว่าง เพราะการบรรลุคุณวิเศษเพียงขั้นต่ำ อยู่เพียงใด พึงหวังได้ซึ่งความเจริญอย่างเดียว ไม่มีเสื่อมเพียงนั้น (๑๕/๑๑๖-๑๑๗ มหาปรินิพพานสูตร) |
|
๑๘. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงอปริหานิยธรรมทั้ง ๗ แก่พวกเธอ พวกเธอจงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าว ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคแล้ว พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า (๑) ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกภิกษุจักหมั่นประชุมกันเนืองๆ อยู่เพียงใด พึงหวังได้ซึ่งความเจริญอย่างเดียว ไม่มีเสื่อม เพียงนั้น (๒) ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกภิกษุจักพร้อมเพรียงกันประชุม จักพร้อมเพรียงกันเลิกประชุม และจักพร้อมเพรียงช่วยกันทำกิจที่สงฆ์พึงกระทำ... (๓) ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกภิกษุจักไม่บัญญัติสิ่งที่มีได้บัญญัติไว้แล้ว จักไม่ถอนสิ่งที่ได้บัญญัติไว้แล้ว... (๔) ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกภิกษุจักสักการะ เคารพ นับถือบูชาภิกษุผู้เป็นเถระ ผู้รัตตัญญู บวชนาน เป็นสังฆบิดร เป็นสังฆปรินายก และจักเชื่อฟังถ้อยคำของท่านเหล่านั้น... (๕) ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกภิกษุจักไม่ลุอำนาจแก่ตัณหาอันจะก่อให้เกิดภพใหม่ ซึ่งบังเกิดขึ้นแล้ว... (๖) ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกภิกษุจักเป็นผู้ยินดีในเสนาสนะป่า... (๗) ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกภิกษุจักเข้าไปตั้งสติไว้ในภายในว่า ไฉนหนอเพื่อนพรหมจรรย์ ผู้มีศีลเป็นที่รัก ที่ยังมิได้มา พึงมาเถิด และที่มาแล้ว พึงเป็นอยู่ผาสุกอยู่เพียงใด พึงหวังได้ซึ่งความเจริญอย่างเดียว ไม่เสื่อม เพียงนั้น (๑๕/๑๑๔-๑๑๖ มหาปรินิพพานสูตร) |

| ขออนุโมทนากับเจ้าของภาพ (Thank you, Image owner) |
|
๑๙. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยธรรม ๖ ประการ ย่อมอยู่เป็นทุกข์มีความเดือนร้อนคับแค้น เร่าร้อน ในปัจจุบันเทียว เมื่อตายไป พึงหวังได้ทุคติ ธรรม ๖ ประการเป็นไฉน คือ (๑) กามวิตก (๒) พยาบาทวิตก (๓) วิหิงสาวิตก (๔) กามสัญญา (๕) พยาบาทสัญญา (๖) วิหิงสาสัญญา (๓๔/๖๓๓ ทุกขสูตร) |
|
๒๐. ดูกรภิกษุทั้งหลาย โทษในการอยู่ประจำที่ ๕ ประการ ๕ ประการเป็นไฉน คือ (๑) ภิกษุอยู่ประจำที่ย่อมมีสิ่งของมาก มีการสะสมสิ่งของมาก (๒) มีเภสัชมาก มีการสะสมเภสัชมาก (๓) มีกิจมาก มีกรณีมาก ไม่ฉลาดในกิจที่จะต้องทำ (๔) ย่อมอยู่คลุกคลีด้วยคฤหัสถ์และบรรพชิต ด้วยการคลุกคลีกับคฤหัสถ์อันไม่สมควร (๕) เมื่อจะหลีกไปจากอาวาสนั้น ย่อมมีความห่วงใยหลีกไป (๓๓/๓๗๗-๓๗๘ อภินิวาสสูตร) |
|
๒๑. ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัญญา ๗ ประการนี้ อันภิกษุเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมมีผลมาก มีอานิสงส์มาก หยั่งลงสู่อมตะ มีอมตะเป็นที่สุด ๗ ประการเป็นไฉน คือ (๑) อสุภสัญญา (๒) มรณสัญญา (๓) อาหารปฏิกูลสัญญา (๔) สัพพโลเกอนภิรตสัญญา (๕) อนิจจสัญญา (๖) อนิจเจทุกขสัญญา (๗) ทุกเขอนัตตสัญญา (๓๕/๖๖ สัญญาสูตร) |
|
๒๒. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๕ ประการนี้ อันบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้วย่อมเป็นไปเพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อคลายกำหนัด เพื่อดับสนิท เพื่อเข้าไปสงบ เพื่อรู้ยิ่ง เพื่อตรัสรู้ และเพื่อนิพพานโดยส่วนเดียว คือ (๑) พิจารณาเห็นว่าไม่งามในกาย (๒) มีความสำคัญว่าเป็นของปฏิกูลในอาหาร (๓) มีความสำคัญว่าไม่น่ายินดีในโลกทั้งปวง (๔) พิจารณาเห็นว่าไม่เที่ยงในสังขารทั้งปวง (๕) ย่อมเข้าไปตั้งมรณสัญญาไว้ในภายใน (๓๓/๑๒๐ นิพพิทาสูตร) |

| ขออนุโมทนากับเจ้าของภาพ (Thank you, Image owner) |
|
๒๓. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๕ ประการนี้ เป็นเหตุให้อายุสั้น ๕ ประการเป็นไฉน คือ (๑) ไม่เป็นผู้ทำความสบายแก่ตนเอง (๒) ไม่รู้จักประมาณในสิ่งที่สบาย (๓) บริโภคสิ่งที่ย่อยยาก (๔) เป็นผู้เที่ยวในกาลไม่สมควร (๕) ไม่ประพฤติเพียงดังพรหม (๓๓/๒๐๘-๒๐๙ อนยุสสสูตร) |
|
๒๔. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ฐานะ ๕ ประการนี้ อันสตรี บุรุษ คฤหัสถ์ หรือบรรพชิต ควรพิจารณาเนืองๆ คือ (๑) เรามีความแก่เป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความแก่ไปได้ (๒) เรามีความเจ็บไข้เป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความเจ็บไข้ไปได้ (๓) เรามีความตายเป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความตายไปได้ (๔) เราจะต้องพลัดพรากจากของรักของชอบใจทั้งสิ้น (๕) เรามีกรรมเป็นของตน เป็นทายาทแห่งกรรม มีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่พึ่ง จักทำกรรมใดดีก็ตาม ชั่วก็ตาม เราจะเป็นผู้รับผลของกรรมนั้น (๓๓/๑๐๒-๑๐๓ ฐานสูตร) |
|
๒๕. ดูกรภิกษุทั้งหลาย อุบาสกผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ ย่อมเป็นอุบาสกผู้เลวทรามเศร้าหมอง และน่าเกลียด ธรรม ๕ ประการเป็นไฉน คือ (๑) เป็นผู้ไม่มีศรัทธา (๒) เป็นผู้ทุศีล (๓) เป็นผู้ถือมงคลตื่นข่าว เชื่อมงคล ไม่เชื่อกรรม (๔) แสวงหาเขตบุญภายนอกศาสนา (๕) ทำการสนับสนุนในที่นอกศาสนา (๓๓/๒๙๗-๒๙๘ จัณฑาลสูตร) |
หมวดถัดไป๑.๕ หมวดฤกษ์ยามและความเชื่อถือ
กลับสู่เมนู อ่านพระไตรปิฎกและรวมคำสอนจากพระโอษฐ์ที่นี่

