|
๑๗. คนโง่เขลามาประชุมกัน แม้ตั้งพันคนขึ้นไป พวกเขาไม่มีปัญญา พึงคร่ำครวญอยู่ตลอดร้อยปี ผู้ใดรู้แจ้งเนื้อความแห่งภาษิต ผู้นั้นเป็นบุรุษมีปัญญาคนเดียวเท่านั้นประเสริฐ (๔๒/๔๐-๔๑ ปโรสหัสสชาดก) |
|
๑๘. ศัตรูผู้ประกอบด้วยปัญญายังดีกว่า มิตรผู้ไม่มีปัญญาจะดีอะไร (๔๒/๑๙ มกสชาดก) |
|
๑๙. ผู้ฉลาดในสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ ถึงจะทำความเจริญก็ไม่สามารถจะนำความสุขมาให้ ผู้มีปัญญาทรามย่อมทำประโยชน์ให้เสีย (๔๒/๑๙-๒๐ อารามทูสกชาดก) |
|
๒๐. คนบางคนไม่ตั้งใจฟังด้วยดี ไม่อาศัยผู้เป็นพหูสูตผู้ตั้งอยู่ในธรรม ไม่พิจารณาเหตุผล ย่อมไม่ได้บรรลุปัญญา (๔๓/๗๗๒ เตสกุณชาดก) |
|
๒๑. บุคคลควรคบหาท่านผู้รู้ทั้งหลาย ละเอียดลออ เป็นพหูสูต พึงเป็นทั้งนักเรียนและไต่ถาม พึงตั้งใจฟังคำสุภาษิตโดยเคารพ นรชนทำอย่างนี้ จึงจะเป็นผู้มีปัญญา ผู้มีปัญญานั้น ย่อมพิจารณาเห็นกามคุณทั้งหลาย โดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์และเป็นโรค ผู้เห็นแจ้งอย่างนี้ ย่อมละความพอใจในกามทั้งหลาย อันเป็นทุกข์มีภัยใหญ่หลวงเสียได้ ผู้นั้นปราศจากราคะแล้ว กำจัดโทสะได้ พึงเจริญเมตตาจิตไม่มีประมาณ งดอาชญาในสัตว์ทุกจำพวกแล้ว ไม่ถูกติเตียน ย่อมเข้าถึงแดนพรหม (๔๓/๗๘๓ สรภังคชาดก) |
|
๒๒. พระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้สูงสุดกว่าบุรุษ ได้ตรัสจักษุ ๓ อย่างนี้ คือ มังสจักษุ ๑ ทิพจักษุ ๑ ปัญญาจักษุอันยอดเยี่ยม ๑ ความบังเกิดขึ้นแห่งมังสจักษุเป็นทางแห่งทิพจักษุ เมื่อใดญาณบังเกิดขึ้นแล้ว เมื่อนั้น บุคคลย่อมพ้นจากทุกข์ทั้งปวง เพราะการได้เฉพาะซึ่งปัญญาจักษุอันยอดเยี่ยม (๓๘/๓๖๖ จักขุสูตร) |
|
๒๓. ธรรม ๔ ประการ ย่อมเป็นไปเพื่อความเจริญแห่งปัญญา ธรรม ๔ ประการเป็นไฉน คือ การคบสัปบุรุษ ๑ ฟังคำสั่งสอนของท่าน ๑ ทำไว้ในใจโดยแยบคาย ๑ ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ๑ (๓๒/๔๐๐ อาปัตติภยวรรค) |
หมวดถัดไป ๖.๑ หมวดอริยสัจ
กลับสู่เมนู อ่านพระไตรปิฎกและรวมคำสอนจากพระโอษฐ์ที่นี่

