พระพุทธศักดิ์สิทธิ์ วัดโพรงจระเข้
อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
สืบทอดพระพุทธศาสนา
นำทางสู่การพ้นทุกข์

     ๑. ดูกรภิกษุทั้งหลาย แสงสว่าง ๔ ประการนี้ ๔ ประการเป็นไฉน คือ แสงสว่างแห่งพระจันทร์ ๑ แสงสว่างแห่งพระอาทิตย์ ๑ แสงสว่างแห่งไฟ ๑ แสงสว่างแห่งปัญญา ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย แสงสว่าง ๔ ประการนี้แล แสงสว่างแห่งปัญญาเป็นเลิศ

     (๓๒/๒๓๓ อาภาวรรค)

     ๒. ท่านผู้ฉลาดทั้งหลายย่อมกล่าวว่า ปัญญานั้นแหละ ประเสริฐสุด ดุจพระจันทร์ประเสริฐกว่าดวงดาวทั้งหลาย ฉะนั้น ศีล สิริ และธรรมของสัตบุรุษ ย่อมเป็นไปตามบุคคลผู้มีปัญญา

     (๔๓/๗๘๒ สรภังคชาดก)

     ๓. กำลังปัญญาบัณฑิตกล่าวว่าเป็นกำลังประเสริฐ ยอดเยี่ยมกว่ากำลังทั้งหลาย เพราะว่า บัณฑิตอันกำลังปัญญาสนับสนุนแล้ว ย่อมได้ความเจริญ

         ถ้าบุคคลมีปัญญาทราม แม้ได้แผ่นดินอันสมบูรณ์ เมื่อเขาไม่ปรารถนา คนอื่นผู้ถึงพร้อมด้วยปัญญา ก็ข่มขี่แย่งเอาแผ่นดินนั้นเสีย

     (๔๓/๗๗๑ เตสกุณชาดก)

     ๔. สัตว์ทั้งหลาย จำพวกหงส์ นกกะเรียน นกยูง ช้าง เนื้อ ฟาน ทั้งหมด ย่อมกลัวราชสีห์ ประมาณในกายไม่มี ฉันใด ในมนุษย์ทั้งหลาย ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ถ้าคนหนุ่มมีปัญญา เขาก็ย่อมเป็นใหญ่ในมนุษย์เหล่านั้น ไม่เหมือนคนพาล ซึ่งถือร่างกายเป็นใหญ่ ดังนี้

     (๒๕/๔๕๒-๔๕๓ ภัททีสูตร)

     ๕. บรรดาความอิ่มทั้งหลาย ความอิ่มด้วยปัญญาประเสริฐ เพราะผู้อื่นด้วยปัญญานั้น ย่อมไม่เดือดร้อนด้วยกามทั้งหลาย คนผู้อิ่มด้วยปัญญา ตัณหาย่อมกระทำให้อยู่ในอำนาจไม่ได้

     (๔๓/๔๗๗ กามชาดก)

     ๖. ปัญญาเป็นเครื่องวินิจฉัยข้อความที่ได้ศีกษาเล่าเรียนมา ปัญญาเป็นเครื่องเพิ่มพูนเกียรติคุณและชื่อเสียง คนในโลกนี้ประกอบด้วยปัญญาแล้ว แม้เมื่อทุกข์เกิดขึ้นก็ย่อมได้รับสุข

     (๔๓/๗๗๒ เตสกุณชาดก)

     ๗. คนมีปัญญาเฉลียวฉลาด ย่อมตั้งตนไว้ด้วยต้นทุนเล็กน้อย ดุจคนก่อไฟน้อยๆ ให้เป็นกองใหญ่ ฉะนั้น

     (๔๒/๒ จุลลกเศรษฐึชาดก)

     ๘. สัตว์ย่อมไปตามกรรมที่ทำไว้ ทรัพย์อะไรๆ ย่อมติดตามคนตายไปไม่ได้ บุตร ภรรยา ทรัพย์และแว่นแคว้น ก็เช่นนั้น

         บุคคลย่อมไม่ได้อายุยืนด้วยทรัพย์และย่อมไม่กำจัดชราได้ด้วยทรัพย์ นักปราชญ์ทั้งหลายกล่าวชีวิตนี้ว่าน้อยนัก ไม่เที่ยง มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ทั้งคนมั่งมี ทั้งคนยากจน ย่อมกระทบผัสสะ ทั้งคนพาล ทั้งนักปราชญ์ ก็กระทบผัสสะเหมือนกัน แต่คนพาลย่อมนอนหวาดอยู่ เพราะความที่ตนเป็นคนพาล ส่วนนักปราชญ์อันผัสสะถูกต้องแล้ว ย่อมไม่หวั่นไหว

         เพราะเหตุนั้นแล ปัญญาจึงประเสริฐกว่าทรัพย์ ปัญญาเป็นเหตุถึงที่สุดในโลกนี้ได้ คนเป็นอันมากทำบาปกรรมเพราะความหลงในภพน้อยภพใหญ่ เพราะไม่มีปัญญาเครื่องให้ถึงที่สุด สัตว์ที่ถึงการท่องเที่ยวไปมา ย่อมเข้าถึงครรภ์บ้าง ปรโลกบ้าง ผู้อื่นนอกจากผู้มีปัญญานั้น ย่อมเชื่อได้ว่า จะเข้าถึงครรภ์และปรโลก หมู่สัตว์ผู้มีบาปธรรมละโลกนี้ไปแล้ว ย่อมเดือดร้อนเพราะกรรมของตนในโลกหน้า

     (๒๐/๔๗๐-๔๗๑ รัฐปาลสูตร)


     ๙. บุคคลผู้มีปัญญา ละกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต และไม่กระทำอกุศลกรรมอย่างอื่นใดอันประกอบด้วยโทษ กระทำแต่กุศลธรรมเป็นอันมาก เมื่อตายไปย่อมเข้าถึงสวรรค์

     (๓๘/๗๒๗ อตปนียสูตร)

     ๑๐. ฌานไม่มีแก่ผู้ไม่มีปัญญา ปัญญาไม่มีแก่ผู้ไม่มีฌาน ฌานและปัญญามีอยู่ในผู้ใด ผู้นั้นแลอยู่ในที่ใกล้นิพพาน

     (๓๘/๘๕ คาถาธรรมบท)

     ๑๑. จงดูโลกพร้อมด้วยเทวโลก ผู้ตั้งมั่นลงแล้วในนามรูป เพราะความเสื่อมไปจากปัญญา โลกพร้อมด้วยเทวโลกย่อมสำคัญว่า นามรูปนี้เป็นของจริง ปัญญาอันให้ถึงความชำแรกกิเลสนี้แล ประเสริฐที่สุดในโลก ด้วยว่า ปัญญานั้นย่อมรู้ชัดโดยชอบ ซึ่งความสิ้นไปแห่งชาติและภพ

     (๓๘/๓๔๐ ปัญญาสูตร)

     ๑๒. บุคคลผู้มีปัญญาถึงจะสิ้นทรัพย์ ก็ยังมีชีวิตอยู่ได้เป็นแน่แท้ ส่วนบุคคลผู้ไม่มีปัญญาถึงจะมีทรัพย์ก็เป็นอยู่ไม่ได้ ปัญญาเป็นเครื่องตัดสินสิ่งที่ตนฟังมาแล้ว เป็นเครื่องเจริญชื่อเสียงและความสรรเสริญ นรชนในโลกนี้ ผู้ประกอบด้วยปัญญา แม้ในเวลาที่ตนตกทุกข์ ก็ย่อมได้รับความสุข

     (๔๑/๕๐๐ มหากัปปินเถรคาถา)

     ๑๓. บุคคลผู้มีปัญญาถึงจะสิ้นทรัพย์ ก็ยังเป็นอยู่ได้ ส่วนบุคคลถึงจะมีทรัพย์ ก็เป็นอยู่ไม่ได้ เพราะไม่ได้ปัญญา

           บุคคลย่อมได้ยินเสียงทุกอย่างด้วยหู ย่อมเห็นสิ่งทั้งปวงด้วยจักษุ แต่นักปราชญ์ย่อมไม่ควรละทิ้งสิ่งทั้งปวงที่ได้เห็นได้ฟังมาแล้ว

           ผู้มีปัญญาถึงมีตาดีก็ทำเหมือนคนตาบอด ถึงมีหูดีก็ทำเป็นดังคนหูหนวก ถึงมีปัญญาก็ทำดังคนใบ้ ถึงมีกำลังก็ทำเป็นดังคนทุรพล แต่เมื่อประโยชน์เกิดขึ้น ถึงจะนอนอยู่ในเวลาใกล้ตาย ก็ยังทำประโยชน์นั้นได้

     (๔๑/๔๘๙ มหากัจจายนเถรคาถา)

     ๑๔. ความเสื่อมญาติ ความเสื่อมแห่งโภคะ ความเสื่อมยศ มีประมาณน้อย ความเสื่อมปัญญาชั่วร้ายที่สุดกว่าความเสื่อมทั้งหลาย

     (๓๑/๑๙-๒๐ บาลีแห่งเอกธรรม)

     ๑๕. สัตว์ทั้งหลายผู้เสื่อมจากอริยปัญญา ชื่อว่าเสื่อมสุด สัตว์เหล่านั้นย่อมอยู่เป็นทุกข์ มีความเดือดร้อน มีความคับแค้น มีความเร่าร้อน ในปัจจุบันทีเดียว

     (๓๘/๓๔๐ ปัญญาสูตร)

     ๑๖. คนมีปัญญาน้อย ได้รับความสุขแล้วย่อมมัวเมา แม้ถูกความทุกข์กระทบแล้วย่อมถึงความหลง อันสุขทุกข์ที่จรมากระทบเข้าแล้วย่อมหวั่นไหว ดุจปลาที่ดิ้นรนอยู่ในที่ร้อน ฉะนั้น

           คนโง่ถึงจะมีกำลังก็หายังประโยชน์ให้สำเร็จไม่ได้ทรัพย์มาด้วยกรรมอันร้ายแรง นายนิรยบาลทั้งหลาย ย่อมฉุดคร่าเอาคนโง่ผู้ไม่ฉลาด คร่ำครวญอยู่ ไม่สู่นรกอันร้ายกาจ

           คนโง่หาปัญญามิได้ย่อมกล่าวมุสาเพราะเหตุแห่งบุคคลอื่นหรือแม้แห่งตน คนโง่นั้น ย่อมถูกนินทาในท่ามกลางบริษัท แม้ภายหลังเขาก็ต้องไปทุคติ

           คนโง่ถึงจะมียศ ก็เป็นทาสของคนมีปัญญา เมื่อกิจการต่างๆ เกิดขึ้น คนฉลาดย่อมจัดแจงกิจอันละเอียดใด คนโง่ย่อมถึงความหลงใหลในกิจนั้น

     (๔๓/๖๑๘-๖๒๓ ศิริมันทชาดก)


     ๑๗. คนโง่เขลามาประชุมกัน แม้ตั้งพันคนขึ้นไป พวกเขาไม่มีปัญญา พึงคร่ำครวญอยู่ตลอดร้อยปี ผู้ใดรู้แจ้งเนื้อความแห่งภาษิต ผู้นั้นเป็นบุรุษมีปัญญาคนเดียวเท่านั้นประเสริฐ

     (๔๒/๔๐-๔๑ ปโรสหัสสชาดก)

     ๑๘. ศัตรูผู้ประกอบด้วยปัญญายังดีกว่า มิตรผู้ไม่มีปัญญาจะดีอะไร

      (๔๒/๑๙ มกสชาดก)

     ๑๙. ผู้ฉลาดในสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ ถึงจะทำความเจริญก็ไม่สามารถจะนำความสุขมาให้ ผู้มีปัญญาทรามย่อมทำประโยชน์ให้เสีย

     (๔๒/๑๙-๒๐ อารามทูสกชาดก)

     ๒๐. คนบางคนไม่ตั้งใจฟังด้วยดี ไม่อาศัยผู้เป็นพหูสูตผู้ตั้งอยู่ในธรรม ไม่พิจารณาเหตุผล ย่อมไม่ได้บรรลุปัญญา

     (๔๓/๗๗๒ เตสกุณชาดก)

     ๒๑. บุคคลควรคบหาท่านผู้รู้ทั้งหลาย ละเอียดลออ เป็นพหูสูต พึงเป็นทั้งนักเรียนและไต่ถาม พึงตั้งใจฟังคำสุภาษิตโดยเคารพ นรชนทำอย่างนี้ จึงจะเป็นผู้มีปัญญา

           ผู้มีปัญญานั้น ย่อมพิจารณาเห็นกามคุณทั้งหลาย โดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์และเป็นโรค ผู้เห็นแจ้งอย่างนี้ ย่อมละความพอใจในกามทั้งหลาย อันเป็นทุกข์มีภัยใหญ่หลวงเสียได้ ผู้นั้นปราศจากราคะแล้ว กำจัดโทสะได้ พึงเจริญเมตตาจิตไม่มีประมาณ งดอาชญาในสัตว์ทุกจำพวกแล้ว ไม่ถูกติเตียน ย่อมเข้าถึงแดนพรหม

     (๔๓/๗๘๓ สรภังคชาดก)

     ๒๒. พระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้สูงสุดกว่าบุรุษ ได้ตรัสจักษุ ๓ อย่างนี้ คือ มังสจักษุ ๑ ทิพจักษุ ๑ ปัญญาจักษุอันยอดเยี่ยม ๑ ความบังเกิดขึ้นแห่งมังสจักษุเป็นทางแห่งทิพจักษุ เมื่อใดญาณบังเกิดขึ้นแล้ว เมื่อนั้น บุคคลย่อมพ้นจากทุกข์ทั้งปวง เพราะการได้เฉพาะซึ่งปัญญาจักษุอันยอดเยี่ยม

     (๓๘/๓๖๖ จักขุสูตร)

     ๒๓. ธรรม ๔ ประการ ย่อมเป็นไปเพื่อความเจริญแห่งปัญญา ธรรม ๔ ประการเป็นไฉน คือ การคบสัปบุรุษ ๑ ฟังคำสั่งสอนของท่าน ๑ ทำไว้ในใจโดยแยบคาย ๑ ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ๑

     (๓๒/๔๐๐ อาปัตติภยวรรค)

 

หมวดถัดไป  ๖.๑ หมวดอริยสัจ

กลับสู่เมนู อ่านพระไตรปิฎกและรวมคำสอนจากพระโอษฐ์ที่นี่

เชิญร่วมบุญ