
| ขออนุโมทนากับเจ้าของภาพ (Thank you, Image owner) |
|
๑๗. ก็ผู้ใดเมื่อก่อนประมาท ภายหลัง ผู้นั้นไม่ประมาท เขาย่อมยังโลกนี้ให้สว่างดังพระจันทร์ซึ่งพ้นแล้วจากเมฆ ฉะนั้น (๒๐/๕๔๙ อังคุลิมาลสูตร) |
|
๑๘. ท่านทั้งหลายจงเป็นภิกษุมาเถิด พรหมจรรย์เรากล่าวดีแล้ว อันผู้บรรลุจะพึงเห็นเอง ไม่ประกอบด้วยกาล เพราะการบวชในศาสนานี้ ไม่ไร้ผลแก่บุคคลผู้ไม่ประมาทศึกษาอยู่ (๔๑/๕๕๗ เสลเถรคาถา พระผู้มีพระภาคตรัสกับเสลพราหมณ์) |
|
๑๙. ท่านทั้งหลายจงเป็นผู้ยินดีในความไม่ประมาท จงตามรักษาจิตของตน จงถอนตนขึ้นจากหล่ม คือ กิเลสที่ถอนได้ยาก ดุจกุญชรผู้จมแล้วในเปือกตม ถอนตนขึ้นได้ ฉะนั้น (๓๘/๗๖ คาถาธรรมบท) |
|
๒๐. ดูกรปิงคิยะ ชนทั้งหลายได้เห็นเหล่าสัตว์ผู้เดือดร้อนอยู่เพราะรูปทั้งหลายแล้ว ยังเป็นผู้ประมาท ก็ย่อยยับอยู่เพราะรูปทั้งหลาย ดูกรปิงคิยะ เพราะเหตุนั้น ท่านจงเป็นคนไม่ประมาท ละรูปเสีย เพื่อความไม่เกิดอีก ดูกรปิงคิยะ เมื่อท่านเห็นหมู่มนุษย์ผู้ถูกตัณหาครอบงำแล้ว เกิดความเดือดร้อนอันชราถึงรอบข้าง เพราะเหตุนั้น ท่านจงเป็นคนไม่ประมาทละตัณหาเสีย เพื่อความไม่เกิดอีก (๓๙/๗๔๔-๗๔๕ ปิงคิยปัญหา พระผู้มีพระภาคตรัสกับปิงคิยมาณพ) |
|
๒๑. ดูกรภิกษุทั้งหลาย กุศลธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งทั้งหมด มีความไม่ประมาทเป็นมูล ประชุมลงในความไม่ประมาท ความไม่ประมาทบัณฑิตกล่าวว่า เป็นยอดของกุศลธรรมเหล่านั้น (๓๗/๓๕ อัปปมาทสูตร) |
|
๒๒. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่เป็นเหตุให้อกุศลธรรมที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้น หรือกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว เสื่อมไป เหมือนความประมาท ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคลประมาทแล้ว อกุศลธรรมที่ยังไม่เกิด ย่อมเกิดขึ้นและกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมเสื่อมไป (๓๑/๑๔ บาลีแห่งเอกธรรม) |
|
๒๓. ภิกษุยังไม่ถึงความสิ้นไปแห่งอาสวะ อย่าถึงความชะล่าใจ ด้วยเหตุเพียงศีลและวัตร ด้วยความเป็นพหูสูต ด้วยการได้สมาธิ ด้วยการนอนในที่สงัด หรือด้วยเหตุเพียงความดำริเท่านี้ว่า เราถูกต้องสุขอันเกิดแต่เนกขัมมะ ซึ่งปุถุชนเสพไม่ได้ (๓๘/๖๖ คาถาธรรมบท) |
|
๒๔. ดูกรภิกษุ เธอจงเพ่ง และอย่าประมาท จิตของเธออย่าหมุนไปในกามคุณ เธออย่าเป็นผู้ประมาทกลืนกินก้อนโลหะ อย่าถูกไฟเผาคร่ำครวญว่า นี้ทุกข์ (๓๘/๘๕ คาถาธรรมบท) |

