พระพุทธศักดิ์สิทธิ์ วัดโพรงจระเข้
อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
สืบทอดพระพุทธศาสนา
นำทางสู่การพ้นทุกข์

     ๑. ความประมาทเป็นทางแห่งความตาย ชนผู้ไม่ประมาทย่อมไม่ตาย ชนเหล่าใดประมาทแล้ว ย่อมเหมือนคนตายแล้ว บัณฑิตทั้งหลายตั้งอยู่ในความไม่ประมาท ทราบเหตุนั้นโดยความแปลกกันแล้ว ย่อมบันเทิงในความไม่ประมาท ยินดีแล้วในธรรมอันเป็นโคจรของพระอริยเจ้าทั้งหลาย

     (๓๘/๒๓ คาถาธรรมบท)

     ๒. ความไม่ประมาทเป็นทางไม่ตาย ความประมาทเป็นทางแห่งความตาย ผู้ไม่ประมาทย่อมไม่ตาย คนประมาทเป็นเหมือนคนตายแล้ว เพราะมัวเมาจึงเกิดความประมาท เพราะความประมาทจึงเกิดความเสื่อม เพราะความเสื่อมจึงเกิดโทษ

     (๔๓/๗๕๘ ภัณฑุติณฑุกชาดก)

     ๓. สัตว์เหล่าใดได้โภคทรัพย์ยิ่งๆ แล้ว ย่อมไม่มัวเมา ไม่ประมาท ไม่ถึงความติดอยู่ในกามคุณ และไม่ประพฤติผิดในสัตว์ทั้งหลาย สัตว์เหล่านั้นมีจำนวนน้อยในโลก

         ส่วนว่าสัตว์เหล่าใดได้โภคทรัพย์ยิ่งๆ แล้ว ย่อมมัวเมา ประมาท ถึงความติดอยู่ในกามคุณ และประพฤติผิดในสัตว์ทั้งหลาย สัตว์เหล่านั้นแลมีจำนวนมากมายในโลก

     (๒๓/๑๔๕ อัปปกสูตร)

     ๔. พวกชนพาลผู้มีปัญญาทราม ย่อมตามประกอบความประมาท ส่วนนักปราชญ์ย่อมรักษาความไม่ประมาท เหมือนบุคคลรักษาทรัพย์อันประเสริฐ

         บุคคลอย่าตามประกอบความประมาท และอย่าตามประกอบความสนิทสนมด้วยอำนาจความยินดีทางกาม เพราะว่าบุคคลไม่ประมาทแล้ว เพ่งพินิจอยู่ ย่อมบรรลุบรมสุข

     (๒๓/๔๗ สัทธาสูตร)

     ๕. สิ่งที่ไม่เป็นที่พอใจ สิ่งที่ไม่เป็นที่รัก สิ่งที่เป็นทุกข์ ย่อมครอบงำผู้ประมาท ด้วยสิ่งเป็นที่พอใจ สิ่งเป็นที่รัก และสิ่งที่เป็นสุข

     (๔๒/๔๑ อสาตรูปชาดก)

     ๖. คนพาลผู้มีปัญญาทราม ย่อมประกอบตามความประมาท ส่วนนักปราชญ์ ย่อมรักษาความไม่ประมาทไว้ เหมือนทรัพย์อันประเสริฐสุด ฉะนั้น

         ท่านทั้งหลายอย่าประกอบตามความประมาท อย่าประกอบความสนิทสนมด้วยความยินดีในกาม เพราะว่าผู้ไม่ประมาทเพ่งพินิจอยู่ ย่อมถึงความสุขอันไพบูลย์

     (๔๑/๕๖๖ องคุลิมาลเถรคาถา)

     ๗. พวกชนที่เป็นพาลทรามปัญญา ย่อมประกอบตามซึ่งความประมาท ส่วนนักปราชญ์ทั้งหลาย ย่อมรักษาความไม่ประมาทไว้ เหมือนทรัพย์อันประเสริฐ ฉะนั้น

          ท่านทั้งหลายจงอย่าประกอบตามซึ่งความประมาท อย่าประกอบตามความชิดชมด้วยความสามารถความยินดีในกาม เพราะว่าผู้ไม่ประมาทแล้ว เพ่งอยู่ ย่อมถึงความสุขอันไพบูลย์

     (๒๐/๕๕๑ อังคุลิมาลสูตร)

     ๘. ความประมาทเป็นดุจธุลี ธุลีเกิดขึ้นเพราะความประมาท ท่านทั้งหลายพึงถอนลูกศรอันเสียบอยู่ในหทัยของตน ด้วยความไม่ประมาทและด้วยวิชชาเถิด

     (๔๑/๔๗๐ มาลุงกยปุตตเถรคาถา)


ขออนุโมทนากับเจ้าของภาพ (Thank you, Image owner)

     ๙. ความประมาทเป็นดุจธุลี ตกต้องแล้วเพราะความมัวเมาในปฐมวัยนอกนี้ ความประมาทเป็นดุจธุลี ตกต้องแล้วเพราะความมัวเมาในวัย เพราะฉะนั้น กุลบุตรผู้เป็นบัณฑิต พึงถอนลูกศร คือ กิเลสมีราคะเป็นต้นของตนเสีย ด้วยความไม่ประมาทและด้วยวิชชา

     (๓๙/๕๒๘ อุฏฐานสูตร)

     ๑๐. ยศย่อมเจริญแก่บุคคลผู้มีความหมั่น มีสติ มีการงานอันสะอาด ผู้ใคร่ครวญแล้วจึงทำ ผู้สำรวมระวัง ผู้เป็นอยู่โดยธรรม และผู้ไม่ประมาท

           ชนทั้งหลายผู้เป็นพาลมีปัญญาทราม ย่อมประกอบตามความประมาท ส่วนนักปราชญ์ย่อมรักษาความไม่ประมาท เหมือนทรัพย์อันประเสริฐสุด

     (๓๘/๒๓-๒๔ คาถาธรรมบท)

     ๑๑. บุคคลปรารถนาอยู่ซึ่งอายุ ความไม่มีโรค วรรณะ สวรรค์ ความเกิดในตระกูลสูง และความยินดีอันโอฬารต่อๆ ไป พึงบำเพ็ญความไม่ประมาท บัณฑิตทั้งหลายย่อมสรรเสริญความไม่ประมาทในบุญกิริยาทั้งหลาย บัณฑิตผู้ไม่ประมาทย่อมยึดไว้ได้ซึ่งประโยชน์ทั้ง ๒ คือ ประโยชน์ภพหน้า เพราะยึดไว้ได้ซึ่งประโยชน์ ผู้มีปัญญาจึงได้นามว่า บัณฑิต

     (๒๓/๑๗๑ ปฐมอัปปมาทสูตร)

     ๑๒. บุคคลผู้ไม่พยาบาท มีสติในกาลทุกเมื่อ มีจิตตั้งมั่นในภายใน ศึกษาในความกำจัดอภิชฌาอยู่ เราเรียกว่าเป็นผู้ไม่ประมาท

     (๓๒/๕๒ ปริพชกสูตร)

     ๑๓. ผู้มีปัญญาดี เมื่อสัตว์ทั้งหลายประมาทแล้ว ย่อมไม่ประมาท เมื่อสัตว์ทั้งหลายหลับ ย่อมตื่นอยู่โดยมาก ย่อมละบุคคลเห็นปานนั้นไป ประดุจม้ามีกำลังเร็วละม้าไม่มีกำลังไป ฉะนั้น

     (๓๘/๒๔ คาถาธรรมบท)

     ๑๔. กุศลธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ทั้งหมดนั้น มีความไม่ประมาทเป็นมูล รวมลงในความไม่ประมาท ความไม่ประมาทบัณฑิตกล่าวว่าเลิศกว่ากุศลธรรมเหล่านั้น

     (๒๙/๘๘ ตถาคตสูตร)

     ๑๕. ท่านจงอย่าประมาท อย่าเกียจคร้าน ทั้งกลางคืนและกลางวัน จงอบรมกุศลธรรมให้เกิดขึ้น จงละฉันทราคะในอัตภาพเสียโดยเร็วพลันเถิด

     (๔๑/๓๙๒ สีหเถรคาถา)

     ๑๖. ดูกรพราหมณ์ ธรรมข้อหนึ่งซึ่งเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยึดถือประโยชน์ทั้ง ๒ ไว้ได้ คือ ประโยชน์ในปัจจุบันและประโยชน์ในสัมปรายภพ คือ ความไม่ประมาทนี้แล

     (๓๔/๕๔๕ อัปปมาทสูตร พระผู้มีพระภาคตรัสกับพราหมณ์คนหนึ่ง)


ขออนุโมทนากับเจ้าของภาพ (Thank you, Image owner)

     ๑๗. ก็ผู้ใดเมื่อก่อนประมาท ภายหลัง ผู้นั้นไม่ประมาท เขาย่อมยังโลกนี้ให้สว่างดังพระจันทร์ซึ่งพ้นแล้วจากเมฆ ฉะนั้น

     (๒๐/๕๔๙ อังคุลิมาลสูตร)

     ๑๘. ท่านทั้งหลายจงเป็นภิกษุมาเถิด พรหมจรรย์เรากล่าวดีแล้ว อันผู้บรรลุจะพึงเห็นเอง ไม่ประกอบด้วยกาล เพราะการบวชในศาสนานี้ ไม่ไร้ผลแก่บุคคลผู้ไม่ประมาทศึกษาอยู่

     (๔๑/๕๕๗ เสลเถรคาถา พระผู้มีพระภาคตรัสกับเสลพราหมณ์)

     ๑๙. ท่านทั้งหลายจงเป็นผู้ยินดีในความไม่ประมาท จงตามรักษาจิตของตน จงถอนตนขึ้นจากหล่ม คือ กิเลสที่ถอนได้ยาก ดุจกุญชรผู้จมแล้วในเปือกตม ถอนตนขึ้นได้ ฉะนั้น

      (๓๘/๗๖ คาถาธรรมบท)

     ๒๐. ดูกรปิงคิยะ ชนทั้งหลายได้เห็นเหล่าสัตว์ผู้เดือดร้อนอยู่เพราะรูปทั้งหลายแล้ว ยังเป็นผู้ประมาท ก็ย่อยยับอยู่เพราะรูปทั้งหลาย ดูกรปิงคิยะ เพราะเหตุนั้น ท่านจงเป็นคนไม่ประมาท ละรูปเสีย เพื่อความไม่เกิดอีก

           ดูกรปิงคิยะ เมื่อท่านเห็นหมู่มนุษย์ผู้ถูกตัณหาครอบงำแล้ว เกิดความเดือดร้อนอันชราถึงรอบข้าง เพราะเหตุนั้น ท่านจงเป็นคนไม่ประมาทละตัณหาเสีย เพื่อความไม่เกิดอีก

     (๓๙/๗๔๔-๗๔๕ ปิงคิยปัญหา พระผู้มีพระภาคตรัสกับปิงคิยมาณพ)

     ๒๑. ดูกรภิกษุทั้งหลาย กุศลธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งทั้งหมด มีความไม่ประมาทเป็นมูล ประชุมลงในความไม่ประมาท ความไม่ประมาทบัณฑิตกล่าวว่า เป็นยอดของกุศลธรรมเหล่านั้น

     (๓๗/๓๕ อัปปมาทสูตร)

     ๒๒. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่เป็นเหตุให้อกุศลธรรมที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้น หรือกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว เสื่อมไป เหมือนความประมาท

           ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคลประมาทแล้ว อกุศลธรรมที่ยังไม่เกิด ย่อมเกิดขึ้นและกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมเสื่อมไป

     (๓๑/๑๔ บาลีแห่งเอกธรรม)

     ๒๓. ภิกษุยังไม่ถึงความสิ้นไปแห่งอาสวะ อย่าถึงความชะล่าใจ ด้วยเหตุเพียงศีลและวัตร ด้วยความเป็นพหูสูต ด้วยการได้สมาธิ ด้วยการนอนในที่สงัด หรือด้วยเหตุเพียงความดำริเท่านี้ว่า เราถูกต้องสุขอันเกิดแต่เนกขัมมะ ซึ่งปุถุชนเสพไม่ได้

     (๓๘/๖๖ คาถาธรรมบท)

     ๒๔. ดูกรภิกษุ เธอจงเพ่ง และอย่าประมาท จิตของเธออย่าหมุนไปในกามคุณ เธออย่าเป็นผู้ประมาทกลืนกินก้อนโลหะ อย่าถูกไฟเผาคร่ำครวญว่า นี้ทุกข์

     (๓๘/๘๕ คาถาธรรมบท)


ขออนุโมทนากับเจ้าของภาพ (Thank you, Image owner)

     ๒๕. ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงเป็นผู้ไม่ประมาท มีสติ มีศีล อันดีเถิด จงเป็นผู้มีความดำริตั้งมั่นดีแล้ว ตามรักษาจิตของตนเถิด ผู้ใด จักเป็นผู้ไม่ประมาท อยู่ในธรรมวินัยนี้ ผู้นั้น จักละชาติสงสาร แล้วกระทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ ดังนี้

     (๑๕/๑๖๖ มหาปรินิพพานสูตร)

     ๒๖. พรหมจรรย์อันเรากล่าวดีแล้ว อันผู้ปฏิบัติจะพึงเห็นเอง ไม่ประกอบด้วยกาล เป็นเหตุทำให้บรรพชาผู้ไม่ประมาท ศึกษาอยู่ ไม่เป็นโมฆะ

     (๒๐/๖๓๖-๖๓๗ เสลสูตร พระผู้มีพระภาคตรัสกับเสลพราหมณ์)

     ๒๗. พรหมจรรย์อันเรากล่าวดีแล้ว อันผู้ปฏิบัติจะพึงเห็นเอง ไม่ประกอบด้วยกาล เป็นเหตุทำให้บรรพชาของผู้ไม่ประมาท ศึกษาอยู่ ไม่เป็นโมฆะ

     (๓๖/๕๐๒ เทวตาสูตร)

     ๒๘. ดูกรภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ เราขอเตือนเธอทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา เธอทั้งหลายจงยังกิจทั้งปวงให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาทเถิดดังนี้ นี้เป็นวาจาครั้งสุดท้ายของตถาคต

     (๒๔/๓๑๖ ปรินิพพานสูตร)

     ๒๙. ดูกรภิกษุทั้งหลาย กิจใดที่ศาสดาผู้แสวงหาประโยชน์เกื้อกูล ผู้อนุเคราะห์เอื้อเอ็นดู พึงกระทำแก่สาวก กิจนั้นเรากระทำแล้วแก่เธอทั้งหลาย

           ดูกรภิกษุทั้งหลาย นั่นโคนไม้ นั่นเรือนว่าง ขอเธอทั้งหลายจงเพ่งพินิจ อย่าประมาท อย่าต้องเป็นผู้เดือนร้อนใจในภายหลังเลย นี้คืออนุศาสนีของเราสำหรับเธอทั้งหลาย

     (๓๕/๑๗๔ อรกานุศาสนีสูตร)

 

หมวดถัดไป  ๔.๑๕ หมวดนรก

กลับสู่เมนู อ่านพระไตรปิฎกและรวมคำสอนจากพระโอษฐ์ที่นี่

เชิญร่วมบุญ