|
๙. ชนเหล่าใด แม้อยู่ในที่คับแคบ แต่ได้เฉพาะแล้วซึ่งสติ เพื่อการบรรลุธรรม คือ พระนิพพาน ชนเหล่านั้น ตั้งมั่นดีแล้ว โดยชอบ (๒๓/๙๓ ปัญจาลจัณฑสูตร) |
|
๑๐. ความโศกทั้งหลายย่อมไม่มีแก่ผู้ที่มีจิตยิ่ง ไม่ประมาท เป็นมุนี ศึกษาอยู่ในครองแห่งมุนี คงที่ สงบ มีสติทุกเมื่อ (๓๘/๑๗๙ สารีปุตตสูตร) |
|
๑๑. เราไม่มีความกลัวตาย ไม่มีความอาลัยในชีวิต จักเป็นผู้มีสติสัมปชัญญะ ละทิ้งร่างกายนี้ไป (๔๑/๓๖๗ อชิตเถรคาถา) |
|
๑๒. เราฝันว่าได้ห่มจีวรสีอ่อนเฉวียงบ่า นั่งบนคอช้าง เข้าไปบิณฑบาตยังหมู่บ้าน พอเข้าไปก็ถูกมหาชนพากันรุมมุงดูอยู่่ จึงลงจากคอช้าง กลับลืมตาตื่นขึ้นแล้ว ครั้งนั้นได้ความสลดใจว่า ความฝันนี้เราไม่มีสติสัมปชัญญะนอนหลับ ฝันเห็นแล้ว ครั้งนั้น เราเป็นผู้กระด้างด้วยความมัวเมาเพราะชาติสกุล ได้ความสังเวชแล้ว ได้บรรลุความสิ้นอาสวะ (๔๑/๔๒๗ อุสภเถรคาถา) |
|
๑๓. มุนีพึงตั้งสติเที่ยวไปในบ้าน เหมือนกับบุรุษผู้ไม่ได้สวมรองเท้า ตั้งสติเที่ยวไปในถิ่นที่มีหนาม ฉะนั้น (๔๑/๕๗๘ ปาราสริยเถรคาถา) |
|
๑๔. ภิกษุพึงมีสติเพื่อการละสักกายทิฐิ งดเว้นเสีย ประดุจบุคคลถูกแทงด้วยหอก ประดุจบุคคลเมื่อไฟไหม้ศีรษะอยู่ (๒๓/๑๐๔ วาสุทัตตสูตร) |
|
๑๕. ภิกษุพึงมีสติ เว้นรอบเพื่อละสักกายทิฐิ เหมือนบุรุษถูกประหารด้วยหอก และเหมือนบุรุษที่ถูกไฟไหม้บนศีรษะ (๒๓/๒๔ สันติสูตร) |
|
๑๖. ภิกษุมีกายตั้งมั่นแล้ว มีใจตั้งมั่นแล้ว ยืนอยู่ก็ดี นั่งอยู่ก็ดี นอนอยู่ก็ดี ควบคุมสตินี้ไว้อยู่ เธอพึงได้คุณวิเศษทั้งเบื้องต้น และเบื้องปลาย ครั้นได้คุณวิเศษทั้งเบื้องต้นและเบี้องปลายแล้ว พึงถึงสถานที่เป็นที่ไม่เห็นแห่งมัจจุราช (๓๘/๒๑๕ จูฬปันถกสูตร) |

