
|
๑. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุพึงเป็นผู้มีสติสัมปชัญญะอยู่เถิด นี้เป็นอนุศาสนีของเราสำหรับเธอทั้งหลาย (๒๙/๓๐๖ สติสูตร) |
|
๒. สัตว์ผู้เกิดมา พึงเป็นผู้มีสติทุกเมื่อ พึงเว้นขาดกามทั้งหลาย ครั้นเว้นขาดกามเหล่านั้นแล้ว พึงข้ามโอฆะได้ เหมือนบุคคลวิดน้ำในเรือแล้วไปถึงฝั่ง ฉะนั้น (๔๖/๓๑ กามสุตตนิเทส) |
|
๓. เราจักแสดงธรรมแก่ท่านในธรรมที่เราได้เห็นแล้ว เป็นธรรมประจักษ์แก่ตนที่บุคคลทราบชัดได้แล้ว พึงเป็นผู้มีสติ ดำเนินข้ามตัณหาอันซ่านไปในอารมณ์ต่างๆ ในโลกเสียได้ (๓๙/๗๒๒ เมตตคูปัญหา) |
|
๔. สติเป็นเครื่องกั้นกระแสในโลก เรากล่าวสติว่า เป็นเครื่องกั้นกระแสทั้งหลาย กระแสเหล่านั้นอันบัณฑิตย่อมปิดได้ด้วยปัญญา (๓๙/๗๑๖ อชิตปัญหา) |
|
๕. มนุษย์ผู้มีสติอยู่ทุกเมื่อ รู้จักประมาณในโภชนะที่ได้มา ย่อมมีเวทนาเบาบาง เขาย่อมแก่ช้า ครองอายุได้ยืนนาน (๒๓/๑๖๑ โทณปากสูตร) |
|
๖. ชนทั้งหลายผู้มีสติหลงลืม อวดอ้างว่าเป็นบัณฑิต พูดตามอารมณ์ (พูดเท็จ) พูดยืดยาวตามปรารถนา ย่อมไม่รู้สึกถึงเหตุที่ตนพูดชักนำผู้อื่นนั้น (๓๘/๒๑๔ สัททายมานสูตร) |
|
๗. โทษของบุคคลผู้นอนลืมสติ ไม่มีสัมปชัญญะ ๕ ประการ คือ (๑) ย่อมหลับเป็นทุกข์ (๒) ย่อมตื่นเป็นทุกข์ (๓) ย่อมฝันลามก (๔) เทวดาย่อมไม่รักษา (๕) น้ำอสุจิย่อมเคลื่อน (๓๓/๓๖๕ มุฏฐัสสติสูตร) |
|
๘. บุคคลใดไม่รู้เท่าทันเหตุที่เกิดขึ้นได้ฉับพลัน หลงไปตามอำนาจศัตรู บุคคลนั้นย่อมเดือดร้อนในภายหลัง (๔๒/๔๒๒ กุกกุฏชาดก) |
|
๙. ชนเหล่าใด แม้อยู่ในที่คับแคบ แต่ได้เฉพาะแล้วซึ่งสติ เพื่อการบรรลุธรรม คือ พระนิพพาน ชนเหล่านั้น ตั้งมั่นดีแล้ว โดยชอบ (๒๓/๙๓ ปัญจาลจัณฑสูตร) |
|
๑๐. ความโศกทั้งหลายย่อมไม่มีแก่ผู้ที่มีจิตยิ่ง ไม่ประมาท เป็นมุนี ศึกษาอยู่ในครองแห่งมุนี คงที่ สงบ มีสติทุกเมื่อ (๓๘/๑๗๙ สารีปุตตสูตร) |
|
๑๑. เราไม่มีความกลัวตาย ไม่มีความอาลัยในชีวิต จักเป็นผู้มีสติสัมปชัญญะ ละทิ้งร่างกายนี้ไป (๔๑/๓๖๗ อชิตเถรคาถา) |
|
๑๒. เราฝันว่าได้ห่มจีวรสีอ่อนเฉวียงบ่า นั่งบนคอช้าง เข้าไปบิณฑบาตยังหมู่บ้าน พอเข้าไปก็ถูกมหาชนพากันรุมมุงดูอยู่่ จึงลงจากคอช้าง กลับลืมตาตื่นขึ้นแล้ว ครั้งนั้นได้ความสลดใจว่า ความฝันนี้เราไม่มีสติสัมปชัญญะนอนหลับ ฝันเห็นแล้ว ครั้งนั้น เราเป็นผู้กระด้างด้วยความมัวเมาเพราะชาติสกุล ได้ความสังเวชแล้ว ได้บรรลุความสิ้นอาสวะ (๔๑/๔๒๗ อุสภเถรคาถา) |
|
๑๓. มุนีพึงตั้งสติเที่ยวไปในบ้าน เหมือนกับบุรุษผู้ไม่ได้สวมรองเท้า ตั้งสติเที่ยวไปในถิ่นที่มีหนาม ฉะนั้น (๔๑/๕๗๘ ปาราสริยเถรคาถา) |
|
๑๔. ภิกษุพึงมีสติเพื่อการละสักกายทิฐิ งดเว้นเสีย ประดุจบุคคลถูกแทงด้วยหอก ประดุจบุคคลเมื่อไฟไหม้ศีรษะอยู่ (๒๓/๑๐๔ วาสุทัตตสูตร) |
|
๑๕. ภิกษุพึงมีสติ เว้นรอบเพื่อละสักกายทิฐิ เหมือนบุรุษถูกประหารด้วยหอก และเหมือนบุรุษที่ถูกไฟไหม้บนศีรษะ (๒๓/๒๔ สันติสูตร) |
|
๑๖. ภิกษุมีกายตั้งมั่นแล้ว มีใจตั้งมั่นแล้ว ยืนอยู่ก็ดี นั่งอยู่ก็ดี นอนอยู่ก็ดี ควบคุมสตินี้ไว้อยู่ เธอพึงได้คุณวิเศษทั้งเบื้องต้น และเบื้องปลาย ครั้นได้คุณวิเศษทั้งเบื้องต้นและเบี้องปลายแล้ว พึงถึงสถานที่เป็นที่ไม่เห็นแห่งมัจจุราช (๓๘/๒๑๕ จูฬปันถกสูตร) |
|
๑๗. ภิกษุนั้นย่อมทำความรู้สึกตัวในการก้าว ในการถอย ในการแล ในการเหลียว ในการคู้เข้า ในการเหยียดออก ในการทรงสังฆาฏิ บาตร และจีวร ในการฉัน การดื่ม การเคี้ยว การลิ้ม ในการถ่ายอุจจาระปัสสาวะ ย่อมทำความรู้สึกตัวในการเดิน การยืน การนั่ง การหลับ การตื่น การพูด การนิ่ง (๑๘/๓๙๕-๓๙๖ จูฬหัตถิปโทปมสูตร) |
|
๑๘. ดูกรภิกษุทั้งหลาย หนทางนี้เป็นที่ไปอันเอก เพื่อความบริสุทธิ์ของเหล่าสัตว์ เพื่อล่วงความโศกและปริเทวะ เพื่อความดับสูญแห่งทุกข์และโทมนัส เพื่อบรรลุธรรมที่ถูกต้อง เพื่อทำนิพพานให้แจ้ง หนทางนี้ คือ สติปัฏฐาน ๔ ประการ ๔ ประการเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ พิจารณาเห็นกายในกายอยู่ พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาอยู่ พิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่ พิจารณาเห็นธรรมในธรรมอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้ (๑๗/๑๑๖ สติปัฏฐานสูตร) |
|
๑๙. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ผู้ใดผู้หนึ่ง พึงเจริญสติปัฏฐาน ๔ นี้ อย่างนี้ ตลอด ๗ ปี เขาพึงหวังผล ๒ ประการ อย่างใดอย่างหนึ่ง คือ พระอรหัตผลในปัจจุบัน หรือเมื่อยังมีขันธบัญจกเหลืออยู่ เป็นพระอนาคามี ๗ ปียกไว้ ผู้ใดผู้หนึ่ง พึงเจริญสติปัฏฐาน ๔ นี้ อย่างนี้ตลอด ๖ ปี ๕ ปี ๔ ปี ๓ ปี ๒ ปี ๑ ปี เขาพึงหวังผล ๒ ประการ อย่างใดอย่างหนึ่ง คือ พระอรหัตผลในปัจจุบัน หรือเมื่อขันธบัญจกเหลืออยู่เป็นพระอนาคามี ๑ ปียกไว้ ผู้ใดผู้หนึ่งพึงเจริญสติปัฏฐาน ๔ นี้ อย่างนี้ ตลอด ๗ เดือน เขาพึงหวังผล ๒ ประการ อย่างใดอย่างหนึ่ง คือ พระอรหันตผลในปัจจุบัน หรือเมื่อขันธบัญจกเหลืออยู่ เป็นพระอนาคามี ๗ เดือนยกไว้ ผู้ใดผู้หนึ่ง พึงเจริญสติปัฏฐาน ๔ นี้ อย่างนี้ ตลอด ๖ เดือน ๕ เดือน ๔ เดือน ๓ เดือน ๒ เดือน ๑ เดือน กึ่งเดือน กึ่งเดือนยกไว้ ผู้ใดผู้หนึ่ง พึงเจริญสติปัฏฐาน ๔ นี้ อย่างนี้ ตลอด ๗ วัน เขาพึงหวังผล ๒ ประการ อย่างใดอย่างหนึ่ง คือ พระอรหันตผลในปัจจุบัน หรือเมื่อขันธบัญจกเหลืออยู่ เป็นพระอนาคามี (๑๗/๑๓๙-๑๔๐ สติปัฏฐานสูตร) |
|
๒๐. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวสติแลว่า มีประโยชน์ในที่ทั้งปวง (๒๙/๒๐๙ อัคคิสูตร) |
หมวดถัดไป ๕.๑๔ หมวดสมาธิ
กลับสู่เมนู อ่านพระไตรปิฎกและรวมคำสอนจากพระโอษฐ์ที่นี่

