พระพุทธศักดิ์สิทธิ์ วัดโพรงจระเข้
อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
สืบทอดพระพุทธศาสนา
นำทางสู่การพ้นทุกข์

     ๑. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุพึงเป็นผู้มีสติสัมปชัญญะอยู่เถิด นี้เป็นอนุศาสนีของเราสำหรับเธอทั้งหลาย

     (๒๙/๓๐๖ สติสูตร)

     ๒. สัตว์ผู้เกิดมา พึงเป็นผู้มีสติทุกเมื่อ พึงเว้นขาดกามทั้งหลาย ครั้นเว้นขาดกามเหล่านั้นแล้ว พึงข้ามโอฆะได้ เหมือนบุคคลวิดน้ำในเรือแล้วไปถึงฝั่ง ฉะนั้น

     (๔๖/๓๑ กามสุตตนิเทส)

     ๓. เราจักแสดงธรรมแก่ท่านในธรรมที่เราได้เห็นแล้ว เป็นธรรมประจักษ์แก่ตนที่บุคคลทราบชัดได้แล้ว พึงเป็นผู้มีสติ ดำเนินข้ามตัณหาอันซ่านไปในอารมณ์ต่างๆ ในโลกเสียได้

     (๓๙/๗๒๒ เมตตคูปัญหา)

     ๔. สติเป็นเครื่องกั้นกระแสในโลก เรากล่าวสติว่า เป็นเครื่องกั้นกระแสทั้งหลาย กระแสเหล่านั้นอันบัณฑิตย่อมปิดได้ด้วยปัญญา

     (๓๙/๗๑๖ อชิตปัญหา)

     ๕. มนุษย์ผู้มีสติอยู่ทุกเมื่อ รู้จักประมาณในโภชนะที่ได้มา ย่อมมีเวทนาเบาบาง เขาย่อมแก่ช้า ครองอายุได้ยืนนาน

     (๒๓/๑๖๑ โทณปากสูตร)

     ๖. ชนทั้งหลายผู้มีสติหลงลืม อวดอ้างว่าเป็นบัณฑิต พูดตามอารมณ์ (พูดเท็จ) พูดยืดยาวตามปรารถนา ย่อมไม่รู้สึกถึงเหตุที่ตนพูดชักนำผู้อื่นนั้น

     (๓๘/๒๑๔ สัททายมานสูตร)

     ๗. โทษของบุคคลผู้นอนลืมสติ ไม่มีสัมปชัญญะ ๕ ประการ คือ

          (๑) ย่อมหลับเป็นทุกข์

          (๒) ย่อมตื่นเป็นทุกข์

          (๓) ย่อมฝันลามก

          (๔) เทวดาย่อมไม่รักษา

          (๕) น้ำอสุจิย่อมเคลื่อน

     (๓๓/๓๖๕ มุฏฐัสสติสูตร)

     ๘. บุคคลใดไม่รู้เท่าทันเหตุที่เกิดขึ้นได้ฉับพลัน หลงไปตามอำนาจศัตรู บุคคลนั้นย่อมเดือดร้อนในภายหลัง

     (๔๒/๔๒๒ กุกกุฏชาดก)


     ๙. ชนเหล่าใด แม้อยู่ในที่คับแคบ แต่ได้เฉพาะแล้วซึ่งสติ เพื่อการบรรลุธรรม คือ พระนิพพาน ชนเหล่านั้น ตั้งมั่นดีแล้ว โดยชอบ

     (๒๓/๙๓ ปัญจาลจัณฑสูตร)

     ๑๐. ความโศกทั้งหลายย่อมไม่มีแก่ผู้ที่มีจิตยิ่ง ไม่ประมาท เป็นมุนี ศึกษาอยู่ในครองแห่งมุนี คงที่ สงบ มีสติทุกเมื่อ

     (๓๘/๑๗๙ สารีปุตตสูตร)

     ๑๑. เราไม่มีความกลัวตาย ไม่มีความอาลัยในชีวิต จักเป็นผู้มีสติสัมปชัญญะ ละทิ้งร่างกายนี้ไป

     (๔๑/๓๖๗ อชิตเถรคาถา)

     ๑๒. เราฝันว่าได้ห่มจีวรสีอ่อนเฉวียงบ่า นั่งบนคอช้าง เข้าไปบิณฑบาตยังหมู่บ้าน พอเข้าไปก็ถูกมหาชนพากันรุมมุงดูอยู่่ จึงลงจากคอช้าง กลับลืมตาตื่นขึ้นแล้ว ครั้งนั้นได้ความสลดใจว่า ความฝันนี้เราไม่มีสติสัมปชัญญะนอนหลับ ฝันเห็นแล้ว ครั้งนั้น เราเป็นผู้กระด้างด้วยความมัวเมาเพราะชาติสกุล ได้ความสังเวชแล้ว ได้บรรลุความสิ้นอาสวะ

     (๔๑/๔๒๗ อุสภเถรคาถา)

     ๑๓. มุนีพึงตั้งสติเที่ยวไปในบ้าน เหมือนกับบุรุษผู้ไม่ได้สวมรองเท้า ตั้งสติเที่ยวไปในถิ่นที่มีหนาม ฉะนั้น

     (๔๑/๕๗๘ ปาราสริยเถรคาถา)

     ๑๔. ภิกษุพึงมีสติเพื่อการละสักกายทิฐิ งดเว้นเสีย ประดุจบุคคลถูกแทงด้วยหอก ประดุจบุคคลเมื่อไฟไหม้ศีรษะอยู่

     (๒๓/๑๐๔ วาสุทัตตสูตร)

     ๑๕. ภิกษุพึงมีสติ เว้นรอบเพื่อละสักกายทิฐิ เหมือนบุรุษถูกประหารด้วยหอก และเหมือนบุรุษที่ถูกไฟไหม้บนศีรษะ

     (๒๓/๒๔ สันติสูตร)

     ๑๖. ภิกษุมีกายตั้งมั่นแล้ว มีใจตั้งมั่นแล้ว ยืนอยู่ก็ดี นั่งอยู่ก็ดี นอนอยู่ก็ดี ควบคุมสตินี้ไว้อยู่ เธอพึงได้คุณวิเศษทั้งเบื้องต้น และเบื้องปลาย ครั้นได้คุณวิเศษทั้งเบื้องต้นและเบี้องปลายแล้ว พึงถึงสถานที่เป็นที่ไม่เห็นแห่งมัจจุราช

     (๓๘/๒๑๕ จูฬปันถกสูตร)


     ๑๗. ภิกษุนั้นย่อมทำความรู้สึกตัวในการก้าว ในการถอย ในการแล ในการเหลียว ในการคู้เข้า ในการเหยียดออก ในการทรงสังฆาฏิ บาตร และจีวร ในการฉัน การดื่ม การเคี้ยว การลิ้ม ในการถ่ายอุจจาระปัสสาวะ ย่อมทำความรู้สึกตัวในการเดิน การยืน การนั่ง การหลับ การตื่น การพูด การนิ่ง

     (๑๘/๓๙๕-๓๙๖ จูฬหัตถิปโทปมสูตร)

     ๑๘. ดูกรภิกษุทั้งหลาย หนทางนี้เป็นที่ไปอันเอก เพื่อความบริสุทธิ์ของเหล่าสัตว์ เพื่อล่วงความโศกและปริเทวะ เพื่อความดับสูญแห่งทุกข์และโทมนัส เพื่อบรรลุธรรมที่ถูกต้อง เพื่อทำนิพพานให้แจ้ง หนทางนี้ คือ สติปัฏฐาน ๔ ประการ ๔ ประการเป็นไฉน

           ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ พิจารณาเห็นกายในกายอยู่ พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาอยู่ พิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่ พิจารณาเห็นธรรมในธรรมอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้

     (๑๗/๑๑๖ สติปัฏฐานสูตร)

     ๑๙. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ผู้ใดผู้หนึ่ง พึงเจริญสติปัฏฐาน ๔ นี้ อย่างนี้ ตลอด ๗ ปี เขาพึงหวังผล ๒ ประการ อย่างใดอย่างหนึ่ง คือ พระอรหัตผลในปัจจุบัน หรือเมื่อยังมีขันธบัญจกเหลืออยู่ เป็นพระอนาคามี ๗ ปียกไว้ ผู้ใดผู้หนึ่ง พึงเจริญสติปัฏฐาน ๔ นี้ อย่างนี้ตลอด ๖ ปี ๕ ปี ๔ ปี ๓ ปี ๒ ปี ๑ ปี เขาพึงหวังผล ๒ ประการ อย่างใดอย่างหนึ่ง คือ พระอรหัตผลในปัจจุบัน หรือเมื่อขันธบัญจกเหลืออยู่เป็นพระอนาคามี ๑ ปียกไว้ ผู้ใดผู้หนึ่งพึงเจริญสติปัฏฐาน ๔ นี้ อย่างนี้ ตลอด ๗ เดือน เขาพึงหวังผล ๒ ประการ อย่างใดอย่างหนึ่ง คือ พระอรหันตผลในปัจจุบัน หรือเมื่อขันธบัญจกเหลืออยู่ เป็นพระอนาคามี ๗ เดือนยกไว้ ผู้ใดผู้หนึ่ง พึงเจริญสติปัฏฐาน ๔ นี้ อย่างนี้ ตลอด ๖ เดือน ๕ เดือน ๔ เดือน ๓ เดือน ๒ เดือน ๑ เดือน กึ่งเดือน กึ่งเดือนยกไว้ ผู้ใดผู้หนึ่ง พึงเจริญสติปัฏฐาน ๔ นี้ อย่างนี้ ตลอด ๗ วัน เขาพึงหวังผล ๒ ประการ อย่างใดอย่างหนึ่ง คือ พระอรหันตผลในปัจจุบัน หรือเมื่อขันธบัญจกเหลืออยู่ เป็นพระอนาคามี

     (๑๗/๑๓๙-๑๔๐ สติปัฏฐานสูตร) 

     ๒๐. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวสติแลว่า มีประโยชน์ในที่ทั้งปวง

     (๒๙/๒๐๙ อัคคิสูตร)

 

หมวดถัดไป  ๕.๑๔ หมวดสมาธิ

กลับสู่เมนู อ่านพระไตรปิฎกและรวมคำสอนจากพระโอษฐ์ที่นี่

เชิญร่วมบุญ