
| ขออนุโมทนากับเจ้าของภาพ (Thank you, Image owner) |
|
๒๐. ชนเหล่าใดลอยบาปทั้งหลายได้แล้ว มีสติอยู่ทุกเมื่อ มีสังโยชน์สิ้นแล้ว ตรัสรู้แล้ว ชนเหล่านั้นแล ชื่อว่าเป็นพราหมณ์ในโลก (๓๘/๑๐๑ เถรสูตร) |
|
๒๑. เรากล่าวบุคคลมิใช่ผู้เลี้ยงคนอื่น ผู้รู้ยิ่ง ผู้ฝึกตนแล้ว ดำรงอยู่ในสารธรรม ผู้มีอาสวะสิ้นแล้ว ผู้มีโทษอันคายแล้ว ว่าเป็นพราหมณ์ (๓๘/๑๐๒ มหากัสสปสูตร) |
|
๒๒. เรากล่าวผู้ไม่ยินดีภริยาเก่าผู้มาอยู่ ผู้ไม่เศร้าโศกถึงภริยาเก่าผู้หลีกไปอยู่ ผู้ชนะสงคราม พ้นแล้วจากธรรมเป็นเครื่องข้อง ว่าเป็นพราหมณ์ (๓๘/๑๐๕ สังคามชิสูตร) |
|
๒๓. ความสะอาดย่อมไม่มีเพราะน้ำ(แต่) ชนเป็นอันมากยังอาบอยู่ในน้ำนี้ สัจจะและธรรมะ มีอยู่ในผู้ใด ผู้นั้น เป็นผู้สะอาดและเป็นพราหมณ์ (๓๘/๑๐๖ ชฏิลสูตร) |
|
๒๔. บุคคลผู้ไม่มีไร่นา ไม่มีพวกพ้อง ไม่ถือว่าเป็นของเรา ไม่มีความหวัง ไม่มีบาป คือ ความโลภ สิ้นความละโมภในภพแล้ว ผู้กระทำอย่างนี้ ชื่อว่าเป็นพราหมณ์ผู้เกษม เพราะเหตุนั้น ชนทั้งหลายจึงพากันสรรเสริญว่า ผู้ตั้งอยู่ในธรรม (๔๓/๕๔๙ อุททาลกชาดก) |
|
๒๕. พราหมณ์ใดมีบาปธรรมอันลอยเสียแล้ว ไม่มักตวาดผู้อื่นว่า หึ หึ ไม่มีกิเลสดุจน้ำฝาด มีตนอันสำรวมแล้ว ถึงที่สุดแห่งเวท อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว ไม่มีกิเลสเครื่องฟูขึ้นในโลกไหนๆ พราหมณ์นั้นควรกล่าววาทะว่าเป็นพราหมณ์โดยชอบธรรม (๓๘/๑๐๐ อชปาลนิโครธสูตร) |
|
๒๖. คนไม่ชื่อว่าเป็นคนดำเพราะผิวหนัง เพราะคนที่มีแก่ภายใน จึงชื่อว่าเป็นพราหมณ์ ผู้ใดมีบาปกรรม ผู้นั้นแหละชื่อว่าเป็นคนดำ (๔๒/๓๙๖ กัณหชาดก) |
|
๒๗. ทิฐิที่สัญญาให้เกิดขึ้นแม้เล็กน้อย ที่สัญญากำหนดแล้ว ในรูปที่เห็น เสียงที่ได้ยินหรืออารมณ์ที่ทราบในโลกนี้ ย่อมไม่มีแก่พระอรหันต์นั้น ใครๆ ในโลกนี้ พึงกำหนดซึ่งพระอรหันต์นั้น ผู้เป็นพราหมณ์ ไม่ยึดถือทิฐิด้วยกิเลสอะไรเล่า (๔๖/๑๗๙-๑๘๐ ปรมัฏฐกสุตตนิเทส) |

