พระพุทธศักดิ์สิทธิ์ วัดโพรงจระเข้
อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
สืบทอดพระพุทธศาสนา
นำทางสู่การพ้นทุกข์

     ๑. หมู่สัตว์นี้ขวนขวายแล้วในทิฐิว่า ตนและโลกเราสร้างสรรค์ ประกอบด้วยทิฐิว่าตนและโลกผู้อื่นสร้างสรรค์ สมณพราหมณ์พวกหนึ่งไม่รู้จริงซึ่งทิฐินั้น ไม่ได้เห็นทิฐินั้นว่าเป็นลูกศร ก็เมื่อผู้พิจารณาเห็นอยู่ซึ่งความเห็นอันวิปริตนั้นว่าเป็นดุจลูกศร ความเห็นว่าเราสร้างสรรค์ ย่อมไม่ปรากฏแก่ผู้นั้น ความเห็นว่าผู้อื่นสร้างสรรค์ ย่อมไม่ปรากฏแก่ผู้นั้น หมู่สัตว์นี้ประกอบแล้วด้วยมานะ มีมานะเป็นเครื่องร้อยรัด ถูกมานะผูกพันไว้แล้ว กระทำความขวนขวายในเพราะทิฐิทั้งหลาย ย่อมไม่ล่วงพ้นสงสารไปได้

     (๓๘/๒๓๙-๒๔๐ ติตถสูตร)

     ๒. สมณพราหมณ์ทั้งหลายกล่าวธรรมของตนนั่นแหละ ว่าเป็นธรรมบริบูรณ์ แต่กลับกล่าวธรรมของผู้อื่น ว่าเป็นธรรมเลวทราม สมณพราหมณ์ทั้งหลายต่างยึดถือทิฐิ แม้ด้วยอาการอย่างนี้แล้ว ย่อมวิวาทกัน สมณพราหมณ์ทั้งหลายกล่าวทิฐิของตนๆ ว่าเป็นของจริง

      (๓๙/๖๘๗ มหาวิยูหสูตร)

     ๓. สมณพราหมณ์พวกหนึ่งย่อมแล่นเลยไป ไม่ถึงธรรมอันเป็นสาระ ย่อมพอกพูนเครื่องผูกใหม่ๆ ตั้งอยู่มั่นในสิ่งที่ตนเห็นแล้ว ฟังแล้วอย่างนี้ เหมือนฝูงแมลงตกลงสู่ประทีปน้ำมันฉะนั้น

      (๓๘/๒๔๓-๒๔๔ อุปาติสูตร)

     ๔. หากว่าผู้ใดไม่ยินยอมตามธรรม คือ ความเห็นของผู้อื่น ผู้นั้นเป็นคนพาล คนเขลา เป็นคนมีปัญญาทราม ชนเหล่านี้ทั้งหมดก็เป็นคนพาล เป็นคนมีปัญญาต่ำทราม เพราะว่า ชนเหล่านี้ทั้งหมดถือมั่นอยู่ในทิฐิ

         ก็หากว่า ชนเหล่านั้นเป็นคนผ่องใสอยู่ในทิฐิของตน จัดว่าเป็นคนมีปัญญาบริสุทธิ์ เป็นคนฉลาด มีความคิดไซร้ บรรดาคนเจ้าทิฐิเหล่านั้น ก็จะไม่มีใครๆ เป็นผู้มีปัญญาต่ำทราม เพราะว่าทิฐิของชนแม้เหล่านั้น ล้วนเป็นทิฐิเสมอกัน เหมือนทิฐิของพวกชนนอกนี้

         อนึ่ง ชนทั้งสองพวกได้กล่าวกันและกันว่า เป็นผู้เขลา เพราะความเห็นใด เราไม่กล่าวความเห็นนั้นว่าแท้ เพราะเหตุที่ชนเหล่านั้นได้กระทำความเห็นของตนๆ ว่า สิ่งนี้เท่านั้นจริง (สิ่งอื่นเปล่า) ฉะนั้นแล ชนเหล่านั้นจึงตั้งคนอื่นว่า เป็นผู้เขลา

      (๓๙/๖๗๙-๖๘๐ จูฬวิยูหสูตร)

     ๕. กิจที่เราวินิจฉัยในธรรม คือ ทิฐิ ๖๒ แล้ว จึงยึดถือเอาว่า เรากล่าวทิฐินี้ว่า ข้อนี้เท่านั้นจริง ข้ออื่นเปล่า ดังนี้ ย่อมไม่มีแก่เรา และเราเห็นโทษในทิฐิทั้งหลายอยู่ ไม่ได้ยึดถือทิฐิอะไรๆ เมื่อค้นคว้าสัจจะทั้งหลาย ก็ได้เห็นนิพพานกล่าวคือความสงบ ณ ภายใน

         เราไม่ได้กล่าวความบริสุทธิ์ด้วยการเห็น การฟัง การรู้ ทั้งด้วยศีลและพรต เราไม่กล่าวความบริสุทธิ์เว้นจากการเห็น จากการฟัง จากการรู้ จากศีลและพรต ก็บุคคลสละธรรมเป็นไปในฝ่ายดำมีทิฐิเป็นต้นเหล่านี้แล้ว ไม่ถือมั่น เป็นผู้สงบ ไม่อาศัยธรรมอะไรแล้ว ไม่พึงปรารถนาภพ

      (๓๙/๖๖๗-๖๖๘ มาคันทิยสูตร พระผู้มีพระภาคตรัสกับมาคันทิยพราหมณ์)

     ๖. ดูกรมาคันทิยะ ก็ท่านอาศัยการเห็นถามอยู่บ่อยๆ ได้ถึงความหลงใหลไปในทิฐิที่ท่านยึดมั่นแล้ว และท่านก็ไม่ได้เห็นสัญญาแม้แต่น้อย แต่ความสงบ ณ ภายใน ที่เรากล่าวแล้วนี้ เพราะเหตุนั้น ท่านจึงตั้งอยู่โดยความเป็นผู้หลง

         ผู้ใดย่อมสำคัญด้วยมานะหรือด้วยทิฐิว่า เราเป็นผู้เสมอเขา วิเศษกว่าเขา หรือเลวกว่าเขา ผู้นั้นพึงวิวาท เพราะมานะหรือทิฐินั้น

         ผู้ใดไม่หวั่นไหวในการถือตัวว่า เสมอเขา วิเศษกว่าเขาดังนี้ เป็นต้น ผู้นั้นย่อมไม่มีการวิวาท บุคคลผู้มีมานะและทิฐิอันละได้แล้วนั้น ชื่อว่าเป็นพราหมณ์

      (๓๙/๖๖๘ มาคันทิยสูตร พระผู้มีพระภาคตรัสกับมาคันทิยพราหมณ์)


ขออนุโมทนากับเจ้าของภาพ (Thank you, Image owner)

     ๗. สมณพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง กล่าวความบริสุทธิ์ด้วยความเห็นบ้าง ด้วยการฟังบ้าง ด้วยศีลและพรตบ้าง ด้วยมงคลตื่นข่าวเป็นต้นเป็นอันมากบ้าง สมณพราหมณ์เหล่านั้น ประพฤติอยู่ในทิฐิของตนนั้น ตามที่ตนเห็นว่าเป็นเครื่องบริสุทธิ์ก็จริง ถึงอย่างนั้น เรากล่าวว่า สมณพราหมณ์เหล่านั้นข้ามพ้นชาติและชราไปไม่ได้

      (๓๙/๗๓๑ นันทปัญหา)

     ๘. การแสวงหากาม การแสวงหาภพ กับการแสวงหาพรหมจรรย์ การยึดมั่นว่าจริงดังนี้ เป็นที่ตั้งแห่งทิฐิที่เกิดขึ้น การแสวงหาทั้งหลายอันเป็นที่ตั้งแห่งทิฐิ พระอรหันต์ผู้ไม่ยินดีแล้วด้วยความยินดีทั้งปวง ผู้น้อมไปในธรรมเป็นที่สิ้นตัณหา สละคืนเสียแล้ว ถอนขึ้นได้แล้ว ภิกษุเป็นผู้ไม่มีความหวัง ไม่มีความสงสัย และความสิ้นไปแห่งการแสวงหาทั้งหลาย

      (๓๘/๓๕๙ เอสนาสูตร)

     ๙. เบญจกามคุณ ที่บุคคลถึงแล้ว และที่บุคคลจะพึงถึง ทั้งสองนี้เกลื่อนกล่นแล้วด้วยธุลี คือ ราคะ แต่บุคคลผู้เร่าร้อนสำเหนียกตามอยู่ อนึ่ง การศึกษาอันเป็นสาระ ศีล พรต ชีวิต พรหมจรรย์ การอุปัฏฐานอันเป็นสาระ นี้เป็นส่วนสุดที่ ๑ อนึ่ง การประกอบตนพัวพันด้วยความสุขในกาม ของบุคคลผู้ที่กล่าวอย่างนี้ว่า โทษในกามไม่มี นี้เป็นส่วนสุดที่ ๒

         ส่วนสุดทั้งสองนี้ เป็นที่เจริญแห่งตัณหาและอวิชชาอย่างนี้ ตัณหาและอวิชชาย่อมยังทิฐิให้เจริญ สมณพราหมณ์บางพวกไม่รู้ส่วนสุดทั้งสองนั้น ย่อมจมอยู่ (ในสงสารด้วยอำนาจการถือมั่นสัสตทิฐิ) สมณพราหมณ์บางพวกย่อมแล่นไป (ด้วยอำนาจการถือมั่นอุจเฉททิฐิ) ส่วนท่านผู้ที่รู้ส่วนสุดทั้งสองนั้นแล้ว เป็นผู้ไม่ตกไปในส่วนสุดทั้งสองนั้น และได้สำคัญด้วยการละส่วนสุดทั้งสองนั้น วัฏฏะของท่านผู้ที่ดับไม่มีเชื้อเหล่านั้น ย่อมไม่มีเพื่อจะบัญญัติ

      (๓๘/๒๔๒-๒๔๓ คณิกาสูตร)

     ๑๐. ทิฐิเหล่านี้มีหลายประการ ประกอบด้วยการกล่าวปรารภอัตตาบ้าง ประกอบด้วยการกล่าวปรารภโลกบ้าง ย่อมเกิดขึ้นในโลก ก็ทิฐิเหล่านั้นย่อมเกิดขึ้นในอารมณ์ใด ตามนอนอยู่ในอารมณ์ใด และขึ้นเที่ยวอยู่ทั่วในอารมณ์ใด เมื่อภิกษุเห็นอารมณ์นั้น ด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงอย่างนี้ว่า นั่นมิใช่ของเรา เรามิใช่นั่น นั่นมิใช่ตัวตนของเราดังนี้ การละทิฐิเหล่านั้น การสละคืนทิฐิเหล่านั้น ย่อมมีได้ด้วยอุบายอย่างนี้

      (๑๗/๘๒ สัลเลขสูตร)

     ๑๑. ใครๆ ไม่อาจดำเนินปฏิปทานี้ด้วยเหตุสักว่าพูด หรือฟังส่วนเดียว บุคคลผู้มีปัญญาทั้งหลาย ผู้มีฌาน ย่อมพ้นจากเครื่องผูกของมาร ด้วยปฏิปทาอันมั่นคงนี้

           บุคคลผู้มีปัญญาทั้งหลาย ทราบความเป็นไปของโลกแล้ว รู้แล้ว เป็นผู้ดับกิเลส ข้ามตัณหาเป็นเครื่องเกี่ยวข้องในโลกแล้ว ย่อมไม่พูดโดยแท้

      (๒๓/๔๔ อุชฌานสัญญีสูตร)

 

หมวดถัดไป  ๔.๑๑ หมวดโกรธ

กลับสู่เมนู อ่านพระไตรปิฎกและรวมคำสอนจากพระโอษฐ์ที่นี่

เชิญร่วมบุญ